โครงการ โครงการย่อยศึกษาวิจัย
องค์ความรู้หมอพื้นบ้านในการดูแลและรักษาโรคของคนอีสาน
กรณีศึกษา อำเภอวาปีปทุม
และอำเภอนาดูน จังหวัดมหาสารคาม
ระยะที่ 1 กำหนดวางแผนพัฒนาแนวทางวิจัย
1. ความสำคัญของการศึกษา
การแพทย์แผนไทย มีวิวัฒนาการมานาน มีหลักฐานตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์อย่างไรก็ตามยุคทองของการแพทย์แผนไทย ก็ต้องนับสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก (พุทธศักราช ๒๓๒๕ - ๒๓๕๒) ได้มีการจัดตั้งกรมหมอ และโรงพระโอสถ มีการปฏิสังขรณ์วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม โปรดให้รวบรวมตำรายา และฤาษีดัดตนไว้ตามศาลาราย ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันจนถึงปัจจุบัน สมกับเป็น โรงเรียนแพทย์แห่งแรกของไทย ต่อมารัฐมีนโยบายการพัฒนาที่กำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจภายใต้ระบบเศรษฐกิจแบบเสรี ส่งผลให้มีการแข็งขันกันของประเทศโลกและก้วเข้าสู่ยุดโลกาภิวัฒน์สังคมโลกมีความเจริญก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีประเทศกำลังพัฒนามีการรับเอาวัฒนธรรมต่างชาติตะวันตกเข้ามานำไปสู่การบริโภคนิยมส่งผลให้เกิดปัญหาต่างๆ ตามมาไม่ว่าจะเป็นปัญหาสังคม เศรษฐกิจ โดยเฉพาะปัญหาด้านสาธารณสุขและอนามัยประชาชนมีอายุเฉลี่ยที่สั้นลงทั้งๆที่วิทยาการทางการแพทย์มีความเจริญก้าวมากขึ้น ทั้งนี้เนื่องจากประชาชนขาดความตระหนักในการดูแลรักษาสุขภาพอนามัย และฟื้นฟูถ่ายทอดภูมิปัญญาในการในการดูแลรักษาสุขภาพ โดยเฉพาะชุมชนชนบทที่เคยพึ่งตนเองได้ในเรื่องการดูแลรักษาสุขภาพโดยใช้ภูมิปัญญาแต่ในทุกวันนี้กับถูกทอดทิ้งและไม่มีการอนุรักษ์ฟื้นฟู ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความอ่อนแอของสังคมในการพึ่งตนเองด้านการดูแลรักษาสุขภาพ
ต่อมา พ.ศ. 2542 จึงมีพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย ประกอบด้วย 7 หมวด 82 มาตรา และมาตรา 12 กำหนดให้มีสถาบันการแพทย์แผนไทย เป็นหน่วยงานระดับ สูงกว่ากอง ต่ำกว่ากรม สังกัดกรมสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข มีอำนาจหน้าที่ดำเนินการต่างๆ เกี่ยวกับการคุ้มครองและส่งเสริม การฝึกอบรม การศึกษาวิจัยและพัฒนาภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยและสมุนไพร รวมทั้งงานธุรการและงานวิชาการของคณะกรรมการคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย และทำหน้าที่เป็นนายทะเบียนกลาง (มาตรา 13)
ตำบลนาข่า อำเภอวาปีปทุม และตำบลหนองคู อำเภอนาดูน จังหวัดมหาสารคาม เป็นอีกหนึ่งพื้นที่หนึ่งที่น่าสนใจ เพราะมีทรัพยากรและภูมิปัญญาท้องถิ่นจำนวน 15 คน ซึ่งส่วนใหญ่จะมีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไปและแต่ละคนเป็นผู้ที่มีองค์ความรู้ให้การรักษาโรคของคนในชุมชนและพื้นที่ใกล้เคียงมาเป็นเวลาช้านานโดยแต่ละท่านจะมีปรัชญา องค์ความรู้ และวิถีปฏิบัติ เพื่อการดูแลสุขภาพ และการบำบัดรักษาโรค ความเจ็บป่วยของคนไทย แบบดั้งเดิม สอดคล้องกับขนบธรรมเนียบวัฒนธรรมไทย และวิถีชีวิตคนไทย โดยวิธีการปฏิบัติของการแพทย์แผนไทย ประกอบด้วยการใช้สมุนไพร หัตถบำบัด การรักษากระดูกแบบดั้งเดิม การใช้พุทธศาสนา หรือพิธีกรรม เพื่อดูแลรักษาสุขภาพจิต ธรรมชาติบำบัด ซึ่งได้จากการสั่งสม ถ่ายทอดประสบการณ์อย่างเป็นระบบ โดยการบอกเล่า การสังเกต การบันทึก และการศึกษาผ่านจากคนรุ่นหนึ่งไปยังอีกรุ่นหนึ่ง เป็นการแพทย์แบบองค์รวม มีองค์ความรู้ ครอบคลุมการบำบัดรักษาโรคอย่างครบถ้วน คือ รู้การเกิดของโรค รู้สาเหตุของโรคจากปัจจัยต่างๆ รู้จักโรค ทราบถึงอาการโรค และชื่อสมมติของโรคตามอาการ รู้จักยารักษาโรค ทราบถึงสรรพคุณและวิธีปรุงยา รู้วิธีรักษาโรค ทราบว่ายาชนิดใด วิธีรักษาแบบใด เหมาะสำหรับโรคใดๆ เพราะในอดีตทั้งสองตำบลตั้งอยู่ห่างไกลจากสถานบริการสาธารณะสุข นอกจากนี้สภาพภูมิประเทศของทั้งสองตำบลยังรอบล้อมไปด้วยป่าไม้ จำนวน 3,915 ไร่ ที่เป็นแหล่งยาสมุนไพรที่ใช้ในการรักษาโรคต่างๆ อีกด้วย
เพื่อเป็นการรวบรวมองค์ความรู้ด้านการตรวจและวินิจฉัยอาการของโรคทั้ง 36 โรค ของหมอพื้นบ้านอีสานโดยเน้นที่ตัวของหมอเองรวมถึงหนังสือผูกและใบลาน การใช้ขั้นตอนกระบวนการมีส่วนร่วมระหว่างผู้ศึกษา หมอพื้นบ้าน ผู้ที่ได้รับการรักษา ชุมชน ผู้นำชุมชน รวมทั้งเอกสารอ้างอิงที่มีอยู่แล้วของหมอพื้นบ้านอีสานในเขตพื้นที่ตำบลนาข่า อำเภอวาปีปทุม และตำบลหนองคู อำเภอนาดูน จังหวัดมหาสารคาม ร่วมเป็นคณะทำงานเพื่อการศึกษาเรียนรู้ จึงเป็นแนวทางสำคัญในการศึกษาครั้งนี้
2. คำถามวิจัย
องค์ความรู้การรักษาและตรวจวินิจฉัยโรคของหมอพื้นบ้าน ตำบลนาข่า อำเภอวาปีปทุมและตำบลหนองคู อำเภอนาดูนจะมีทิศทางการดำเนินงาน การกำหนดโจทย์วิจัยและแผนการดำเนินงานวิจัยอย่างไร
3. วัตถุประสงค์
1. เพื่อศึกษาองค์ความรู้ด้านการตรวจวินิจฉัยอาการและการรักษาของโรคที่เกิดขึ้นกับคนอีสานในเขตพื้นที่ตำบลนาข่า อำเภอวาปีปทุม และตำบลหนองคู อำเภอนาดูน จังหวัดมหาสารคาม
2. เพื่อรวบรวมฐานข้อมูลด้านสมุนไพรที่ใช้ในการรักษาโรคของหมอพื้นบ้านอีสาน
3. เพื่อรวบรวมสังเคราะห์องค์ความรู้และจัดกลุ่มการตรวจวินิจฉัยและการรักษาโรคของหมอพื้นบ้านอีสาน
4. พื้นที่ดำเนินการศึกษา
ตำบลนาข่า อำเภอวาปีปทุม ประกอบด้วยป่าชุมชนโคกหินลาด จำนวน 2,569 ไร่ และ
ป่าโคกคำผักกูด จำนวน 194 ไร่ ตำบลหนองคู อำเภอนาดูน ประกอบด้วย ป่าชุมชนโคกป่ากุง จำนวน 402 ไร่ และป่าชุมชนโคกม่วง จำนวน 750 ไร่

เชิญชมภาพกิจกรรมอื่นๆในโครงการนี้ |